• สัมภาษณ์ NGOs รางวัลแมกไซไซ มฮาบรี พุน, นักพัฒนาสังคมผู้นำ Wireless ทำประโยชน์ให้แก่ชาวหมู่บ้านภูเขา
  • ดอทอะไร??
  • IDN โดเมนภาษาท้องถิ่น
  • IDN คืออะไร
  • DNSSEC จับชื่อเว็บไซต์ใส่รหัสลับ
  • DUMBO เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายเพื่อบรรเทาสาธารณภัย
  • IPv4 สู่ IPv6
  • VPN หรือ Virtual Private Network

สัมภาษณ์ NGOs รางวัลแมกไซไซ มฮาบรี พุน, นักพัฒนาสังคมผู้นำ Wireless ทำประโยชน์ให้แก่ชาวหมู่บ้านภูเขา

“Rural has to take initiatives. Technical thing is something that can be learned “. Mahabri Pun

ในงาน WirelessU Workshop, “Wireless Internet – Emergency Networks” ซึ่งจัดอบรมขึ้นที่ AIT ระหว่างวันที่ 12-16 ตุลาคม 2009 ที่ผ่านมา โดยนายมฮาบรี พุน ชาวเนปาลรางวัลแมกไซไซแห่งปี 2007 ได้รับเชิญให้บรรยายแบ่งปันประสบการณ์ในวันที่สี่ของการบรรยายซึ่งนอกจากจะได้เล่าเกี่ยวกับการนำ Wireless เข้าไปในพัฒนาการสื่อสารระหว่างชาวหมู่บ้านภูเขา Nangi ซึ่งต้องประสบกับความยากลำบากในเรื่องนี้จากลักษณะภูมิประเทศที่ทำให้การไปมาหาสู่กันเพื่อสื่อสารเรื่องราวเพียงหนึ่งถึงสองประโยค เป็นเรื่องที่ใช้เวลาสองสามวันโดยหลังจากจบช่วงบรรยายและซักถาม THNICF ได้มีโอกาสสัมภาษณ์เขาอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำ
THNICF : ได้ฟังคุณเล่าเกี่ยวกับ Technical sustainability สงสัยว่าคุณทำให้คนในชุมชนมาเรียนรู้เทคโนโลยียากๆได้อย่างไร
Mahabri : Wireless ไม่ได้ยากจนเกินไป ผมก็ไม่ได้มาจากการเป็นนักเทคโนโลยี “มันไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบเทคโนโลยีเหมือนกับไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบงานฝีมือหากใครที่ชอบทดลองและชอบที่จะใช้เวลาอยู่กับมัน เราจะเลือกคนผู้นั้นมาเป็นครูในหลายๆครั้งเราไม่จำเป็นจะต้องสอนเทคโนโลยีต่างๆที่มากับคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กๆ พวกเขาเรียนรู้เองผ่านการเล่นเกมส์ พวกเขาสนุกกับมัน”
ในการทำให้ชุมชนที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีมาก่อนต้องมาเรียนรู้เทคโนโลยีนั้น มฮาบรี กล่าวว่าไม่ยากเลย
“เทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องยาก เป็นสิ่งที่เรียนรู้กันได้ ที่สำคัญคือใจ” “สำหรับคนเมืองที่ไม่ใช่คนภาคเทคโนโลยี เมื่อต้องมาเรียนรู้เทคโนโลยี มันมักจะเป็นเรื่องที่พวกเขากลัว แต่สำหรับชาวภูเขา ไม่ใช่เลย พวกเขาเห็นสิ่งที่เขาพอรู้เห็นเรื่องมันมาบ้าง และเมื่อมันมาถึงชุมชน พวกเขาตื่นเต้นและอยากจะทำความรู้จัก เราไม่ต้องโน้มน้าวให้เขามา เขาพากันมาเอง”
THNICF : ภายในชุมชนภูเขามีคนอาศัยอยู่ประมาณกี่คนคะ
Mahabri: ประมาณ 15000 คน 10 หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ๆกัน

THNICF : แล้วคุณมีวิธีการสอนพวกเขาในเบื้องต้นอย่างไร
Mahabri : Hand out ผมทำ hand out แจกทุกๆคนที่มา เรามี training ปีละ สองถึงสามครั้ง
THNICF : Wireless บนภูเขาสูงต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่มีคุณภาพและน่าจะต้องใช้ทุนจำนวนมาก คุณทำเช่นนั้นได้อย่างไร
Mahabri :มันเป็นความจำเป็นที่เห็นได้ชัดว่าการสื่อสารเรื่องจำเป็นเพียงประโยคเดียวต้องใช้เวลาถึงสองวัน

THNICF : ในการเสนอขอทุนคุณทำอย่างไร
Mahabri : ผมทำ educational program ไปให้ดูและบอกว่าเราจะพัฒนาการศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อให้เทคโนโลยีนี้มีประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อชุมชนได้อย่างไรบ้าง รวมทั้ง local e-commerce เราพยายามให้ชาวบ้านสื่อสารกันให้ได้ว่าละแวกหมู่บ้านนั้นมีผลไม้อะไรบ้างที่พร้อมขาย และอีกละแวกหมู่บ้านหนึ่งอะไรบ้าง เราจะสอนให้ชาวบ้านทำงานกับรูปและข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับผลิตผลในชุมชนของเขาบนเว็บไซต์ ตอนนี้รัฐบาลเนปาลรวมทั้งส่วนการปกครองท้องถิ่นอื่น รับรู้การทำงานของเราและสนใจเป็นอย่างมาก
THNICF : เรียกได้ว่าการสื่อสารด้วยเทคโนโลยี Wireless ในหมู่บ้าน Nangi ที่คุณริเริ่มนี้เป็นเริ่มทำหน้าที่เป็น model ให้แก่ที่อื่นๆในเนปาล
Mahabri : ใช่ เขามาขอคำปรึกษาจากเรา
THNICF : ในงานครั้งนี้ทำให้คุณมีแนวคิดเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี DUMBO บ้างหรือไม่
Mahabri : มีนะ DUMBO มีลักษณะบางส่วนเป็น Mesh Network ซึ่งติดต่อจากจุดสู่จุด ดูว่าจะเหมาะสมที่จะใช้กับบ้านที่อยู่บริเวณใกล้ๆกัน
THNICF : ในระยะนี้คุณมีโครงการอะไรใหม่ๆเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี Wireless บ้าง
Mahabri : Telemedicine (การแพทย์ทางไกล)
THNICF : หมายถึงให้ตรวจโรคผ่านเว็บไซต์ web camera ?
Mahabri : ใช่ ปกติชาวบ้านจะไม่ลงไปหาหมอ มันทำให้พวกเขาเดินทางไกลเกินไป และลำบาก ในขณะเดียวกันหมอก็จะไม่ไปหาชาวบ้าน เพราะหมอก็ลำบากเช่นกัน
THNICF : คุณไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาหรือ หากมีการวินิจฉัยที่ผิดผ่านช่องทาง Internet Wireless นี้
Mahabri : มันไม่มีทางออกฉบับสมบูรณ์ (There’s no perfect soulution) อย่างน้อยจากเดิมที่ไม่มีอะไรเลยมันก็มีขึ้นมา ตราบใดที่ชาวบ้านรู้สึกว่าชีวิตเขาดีขึ้น( Before, there’s nothing, now it’s better. And yes, as long as people happy with it) เพราะปกติเขาไม่หาหมอ เพราะเขาทำไม่ได้ ไม่ไหว ตอนนี้เขาอบอุ่นใจ เขาสามารถเจอหมอผ่านอินเทอร์เน็ตจากที่บ้านของเขาเอง ” It’s also psychological”
THNICF : ตอนนี้โครงการนี้อยู่ระยะไหนคะ
Mahabri : มันเริ่มมาสองถึงสามปีแล้ว เราพยายามติดต่อหมอตามโรงพยาบาลให้เขามาร่วมโครงการ Health center กับเรา ตอนนี้ในหมู่บ้านมี สามโรงพยาบาล มีเพียงดรงพยาบาลเดียวที่หมอยอมมาเข้าโครงการนี้กับเรา เรากำลังพยายามทำให้ครบ
THNICF : ขอบคุณค่ะ รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณ
Mahabri : ไม่เป็นไรครับ (สะพายเป้ใบใหญ่ขึ้นกระเป๋า และเดินออกจาก AIT main auditorium)
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Mahabri Pun และโครงการของเขาได้ที่เว็บไซต์ Nepal Wireless

ดอทอะไร??

ชื่อเว็บไซต์ดอทด้วยอะไร แต่ละอันแตกต่างอย่างมีความหมาย ในโลกของการใช้ชื่อเว็บไซต์ (ชื่อโดเมน) จะแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ ตามมาตรฐานองค์กร
ICANN ซึ่งเป็นองค์กรกลางของระบบอินเตอร์เน็ตโลก คือ
-โดเมนดอทท้ายสุดแบบทั่วไป (gTLD) เช่น .net .org .com .info โดยทุกดอทท้ายสุดที่อนุญาตให้เป็นชื่อโดเมนในหมวดนี้จะต้องผ่านการอนุมัติ จากคณะบริหารขององค์กร ICANN ก่อน
-โดเมนดอทท้ายสุดแบบรหัสประเทศ (ccTLD) เช่น .uk (อังกฤษ) .de (เยอรมัน) .th (ไทย) เป็นต้น ซึ่ง
ทุกดอทท้ายสุดที่อนุญาติให้เป็นชื่อโดเมนในหมวดนี้จะต้องเป็นชื่อย่อประเทศในมาตรฐาน ISO3166

*ข้อแตกต่างระหว่าง gTLD และ ccTLD คือ

gTLD จะไม่มีการตรวจสอบหลักฐานในการจดทะเบียน ในขณะที่ ccTLD แทบทุกประเทศจะมีนโยบายตรวจสอบเพื่อรองรับสถานะของผู้จดทะเบียนเว็บไซต์นั้นๆ และ .th ของประเทศไทยก็เป็นรายหนึ่งที่มีความเข้มงวดในการตรวจสอบความเหมาะสมของผู้จดทะเบียนนั้นๆเพื่อลดปัญหาการฟ้องร้องแย่งชื่อโดเมนกันภายหลัง โดยในการจะจดทะเบียนกับ .th จะต้องมีหลักฐานมายืนยันสถานะองค์กรหรือบุคคลแก่เจ้าหน้าที่ จะสังเกตได้ว่า

สถาบันการศึกษาในประเทศไทยทุกที่จะลงท้ายด้วย .ac.th ในขณะที่ทุกหน่วยงานของรัฐบาลจะลงท้ายด้วย .go.th องค์กรและสถาบันไม่แสวงหากำไรขนาดใหญ่ จะลงท้ายด้วย .or.th เช่น Bank of Thailand > www.bot.or.th ,ศูนย์เทคโนโลยีแห่งชาติ > www.nectec.or.th, ศูนย์พัฒนาการออกแบบแห่งชาติ > http://www.tcdc.or.th/ , อุทยานการเรียนรู้ > http://www.tkpark.or.th/ สถาบันวิจัย etc. )

ในขณะที่ google ก็พิสูจน์สถานะของตนเองในประเทศไทยด้วย www.google.co.th และเว็บไซต์ขององค์ธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น ais ,ก็ใช้ .th เป็นส่วนใหญ่เพื่อยืนยันสถานะความเป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย 

IDN โดเมนภาษาท้องถิ่น

คงจะผ่านตากันไปบ้างแล้ว กับ campaign โฆษณาเที่ยวไทย ที่เจาะจงระบุเว็บไซต์ให้เข้าชมด้วย โดเมนอักขระท้องถิ่น “www.เล่าสู่กันฟัง.com” นี่อาจนับเป็นครั้งแรกที่ IDN (Internationalized Domain Name) ได้รับการเผยแพร่อย่างโดดเด่น ในประเทศไทย
แม้ว่าโดเมนเนมในรูปแบบของภาษาท้องถิ่น IDN จะออกมาให้คนไทยได้ใช้รวมทั้งชาติท้องถิ่นอื่นๆ อีกกว่า 350 ภาษาทั่วโลกมามากกว่า 1 ปีแล้ว แต่อาจเนื่องด้วยลักษณะการใช้งานที่ยังไม่เต็มรูปแบบหรือยังไม่มีใครมองให้เป็นโอกาสทางการตลาด ทำให้ที่ผ่านมา IDN ยังไม่เป็นที่แพร่หลายในเมืองไทย มากนัก อย่างไรก็ดีความนิยมในการใช้โดเมนด้วยภาษาแห่งชาติมีมากในหมู่ชาวจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และอาหรับ ทำให้ ICANN ซึ่งเป็นองค์กรสากลในการ ดูแลจัดสรรทรัพยากรในระบบอินเตอร์เน็ต ออกมาประกาศว่านี่คือนวัตกรรมใหม่บนโลกcyber ที่จะสร้าง โอกาสใหม่ๆและประโยชน์ให้แก่ ประชาคมโลก
ปัจจุบันไม่ว่า จะเป็นดอทคอม (.com) หรือดอทท้ายสุดทั่วไปอื่นๆ รวมทั้งดอทท้ายสุด ที่เป็นรหัสประเทศเช่น.th , .uk ยังคงต้องพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ (ASCII characters) ทำให้ผู้ใช้ โดเมนภาษาท้องถิ่นระยะแรกยังคง ต้องกดแป้นพิมพ์เปลี่ยนภาษากลับไปเป็นภาษาอังกฤษอยู่
ในขณะเดียวกัน ICANN ก็เริ่มหันมาต่อยอดให้โดเมนอักขระท้องถิ่นขยายไปสู่ส่วนที่เป็นดอทท้ายสุด ด้วย โดยเริ่มกระบวนการหารือกับประชาคมอินเตอร์เน็ตโลก และในหมู่ชุมชนคนทำงาน ด้านเทคนิคระบบโดเมน อย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2003 จนกระทั่งปัจจุบันได้พัฒนา กระบวนการนำใช้เร่งด่วนเพื่อชักชวน ให้ผู้ดูแลโดเมนดอทท้ายสุดหมวดรหัสประเทศเข้าร่วมนำร่อง การใช้โดเมนอักขระท้องถิ่นในระบบจริง
ในส่วนของประเทศไทย ซึ่งมีโดเมนดอทท้ายสุดรหัสประเทศคือ .th ก็ได้ส่ง .ไทย ไปให้ ICANN พิจารณาอนุมัติ
นี่จะเป็นโอกาสใหม่สำหรับใครหลายๆคนหรือไม่?

IDN คืออะไร

Internationalized Domain Name (IDN) คือ ชื่อโดเมนที่สามารถประกอบด้วยอักขระ (character) อื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจาก 37 อักขระในรหัส ASCII ซึ่งได้แก่ การใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษ (อักษรโรมัน) A-Z, ตัวเลขอารบิก 0-9 และเครื่องหมายยัติภังค์ (-)
แต่เดิมการจดทะเบียนชื่อโดเมนเนมถูกจำกัดให้จดด้วยตัวอักขระ ASCII เท่านั้นเนื่องจากข้อจำกัดทางเทคนิคของระบบชื่อโดเมน ต่อมาเมื่อมีระบบ IDN เราจึงสามารถใช้ตัวอักษรภาษาไทยอันหมายรวมถึงพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และเครื่องหมายอื่น ๆ ในภาษาไทย ในการกำหนดชื่อโดเมนได้

ความน่าสนใจของ IDN

1. สอดรับกับแนวโน้มการใช้ภาษาท้องถิ่นในการท่องเว็บ
ถึงแม้ว่าภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วไปคุ้นเคย อย่างไรก็ดี จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมีการเติบโตสูงในฝั่งผู้ที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ คือเอเชียและแปซิฟิค และมีการแสดงพัฒนาการใช้ภาษาในส่วนประกอบต่างๆบนระบบอินเตอร์เน็ตในทิศทาง ที่สนับสนุนภาษาท้องถิ่น เช่นในผลการศึกษาพบว่ากลุ่มผู้ใช้ภาษาอารบิค พยายามจะใช้ชื่อเว็บไซต์ที่ผสมกันระหว่างตัวอักษรภาษาอังกฤษและตัวเลข เพื่อให้ออกมาในรูปแบบที่คล้ายการสะกดในภาษาอารบิค
ในขณะเดียวกันประเทศยักษ์ใหญ่ของเอเชีย อย่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ก็นิยมเข้าเว็บไซต์ผ่านทางเครื่องมือการค้นหาซึ่งสามารถใช้ภาษาท้องถิ่นแทน ที่การพิมพ์ชื่อโดเมนโดยตรงเป็นอักระ ASCII
นอกจากนั้นยังมีกรณีที่ google ไม่ประสบความสำเร็จในประเทศเกาหลี เพราะแอดเดรสบาร์ของบริษัทในประเทศที่ทำให้คนเกาหลีสามารถพิมพ์ภาษาเกาหลี เพื่อหาข้อมูลได้โดยตัดขั้นตอนเข้าสู่หน้าเครื่องมือการค้นหาออกไป
จากพฤติกรรมการใช้ภาษาท้องถิ่น ที่มีแนวโน้มจะเติบโตเคียงคู่ไปกับการขยายตัวของจำนวนผู้ใช้ในเครือข่าย อินเตอร์เน็ต คุณสมบัติของ IDN จึงมีประโยชน์ในการเติมเต็มความต้องการของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลก

2.แก้ไขข้อจำกัดทางภาษา
-โดเมนอ่านง่ายและน่าจดจำด้วยภาษาที่กระชับและตรงตัวมากขึ้น
เนื่องจากระบบโดเมนเนมเริ่มต้นมาจากฝั่งผู้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก ทำให้ในหลายๆกรณีคนไทยและคนชนชาติอื่นๆไม่สามารถจดชื่อโดเมนที่มีความหมาย ตรงกับเนื้อหาของเว็บไซต์ได้ เนื่องจากชื่อเหล่านั้นถูกจับจองไปหมดแล้ว ในที่สุดผู้จดจำนวนไม่น้อยก็แก้ปัญหาด้วยการจดชื่อภาษาอังกฤษที่มีความหมาย ตรงแต่ยาวเกินไป หรือจดชื่อให้อ่านออกเสียงแบบภาษาไทย ที่ยากต่อการอ่านออกเสียงและสะกด ส่งผลให้ไม่น่าจดจำและอาจทำให้ภาพลักษณ์ของสิ่งที่จะสื่อสารภายใต้ชื่อโดเมนนั้นๆไม่ชัดเจน
-เพิ่มความหลากหลายในการใช้ชื่อโดเมน
wat = วัด (temple)
wat = วัฒน์ (progress)
wat = วัจน์ (speech)
จากตัวอย่างที่อ้างจากเอกสารนำเสนอของ Phisit Siprasatthong แสดงให้เห็นว่าอคำว่า Wat ในภาษาไทยนั้นสามารถเขียนได้หลายแบบซึ่งต่างๆกันไปในความหมายด้วย ดังนั้นการมีโดเมนอักขระท้องถิ่นจึงเพิ่มความหลากหลายในการเลือกใช้ชื่อโด เมนมากขึ้น จากเดิมที่ระบบรองรับเฉพาะตัวอักษรภาษาอังกฤษ ทำให้คนไทยและชนชาติอื่นๆถูกจำกัดในวิธีการใช้ชื่อในแบบภาษาตน

3. ส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำการตลาด( marketing )
ด้วยหน้าที่ของโดเมนเนมที่เป็นเสมือนสะพานเชื่อมที่สำคัญไปสู่ข้อมูลทั้งหมด ที่จะปรากฏในเว็บไซต์ ชื่อโดเมนจึงเป็นทั้งภาพลักษณ์(image) และอัตลักษณ์ (identity) ที่สำคัญสำหรับการสื่อสารทางการตลาดเป็นอันมาก ประกอบกับพฤติกรรมที่นิยมใช้ search engine ของผู้ท่องอินเตอร์เน็ตในปัจจุบันทำให้ ชื่อโดเมนที่ไม่ชัดเจนอาจจะนำลูกค้ากลุ่มเป้าหมายไปยังคู่แข่งทางธุรกิจที่ มีโดเมนได้ไม่ยากเมื่อต้องเรียงลำดับตามผลการค้นหา
ในขณะที่ IDN จะทำให้เกิดการใช้รูปแบบตัวอักษรอันเป็นที่คุ้นเคย ซึ่งจดจำง่ายเกิดความคล่องแคล่วในการใช้ชื่อโดเมนในการเข้าสู่เว็บไซต์ ดังนั้นโดเมนในรูปแบบอักขระท้องถิ่นจึงเป็นอีกเครื่องมือที่จะช่วยเพิ่มความ เข้มแข็งให้แก่ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และยังช่วยขยายความสามารถเว็บไซต์ในการสื่อสารกับลูกค้าที่ไม่สะดวกใช้ภาษา อังกฤษ

4. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำ Search Engine Optimization (SEO)
เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบัน SEO เป็นเครื่องมือสำคัญในการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ที่ได้ผล เนื่องจากทำให้เว็บไซต์สามารถติดอันดับต้นๆในผลลัพธ์ของเครื่องมือการค้นหา และเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้คลิกเข้ามาเยี่ยมชมมากขึ้น
การทำ SEO ที่ประสบผลสำเร็จต้องอาศัยองค์ประกอบที่เข้าหลักเกณฑ์จัดอันดับเว็บไซต์ของ เครื่องมือการค้นหาแต่ละตัว ซึ่งจะมีความแตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตามโดเมนเป็นชื่อระบุที่อยู่ของเว็บไซต์ซึ่งเปรียบเสมือน keyword สำหรับเครื่องมือการค้นหา(search engine) ทุกตัวโดยอัตโนมัติ ดังนั้นการที่ IDN ทำให้สามารถมีชื่อที่สะกดอย่างตรงตัวกับสิ่งที่เป็นเป้าหมายจึงเป็นการเพิ่ม โอกาสให้กับการติดอันดับต้นๆเป็นอย่างมาก

5.เพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ชื่อโดเมน
แม้จะมีผู้กล่าวถึงความสามารถของเครื่องมือการค้นหาและ address bar สมัยใหม่ที่ทำให้ค้นเจอเว็บไซต์ที่ต้องการเร็วขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งการพิมพ์ ชื่อโดเมนเนม อย่างไรก็ตามผลลัพธ์การค้นหาที่เป็นลิสต์รายการยังต้องอาศัยการตัดสินใจ เลือกจากผู้ใช้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากการพิมพ์ URL ซึ่งจะมุ่งตรงไปยังเว็บไซต์ที่ต้องการ
การที่เครื่องมือการค้นหาเข้ามามีบทบาทสูงในการเข้าสู่เว็บไซต์นั้น นอกจากอาจจะด้วยกรณีผู้ใช้ต้องการเห็นรายการเพื่อเลือกเข้าสู่เว็บไซต์ที่ เกี่ยวข้องกับความต้องการมากที่สุดแล้ว ยังมีบางสาเหตุที่สืบเนื่องมาจากการขาดประสิทธิภาพในชื่อโดเมน เช่น ผู้ใช้เว็บไซต์จำชื่อเว็บไซต์ไม่ได้หรือไม่แน่ใจในชื่อเว็บไซต์ เนื่องจากการสะกดที่อ่านยาก หรือ ผู้ใช้ไม่ต้องการพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ที่ยาวจึงเลี่ยงไปใช้ Keyword แทนเป็นต้น
ดังนั้นดังที่กล่าวไว้ข้างต้น IDN จะช่วยให้มีการตั้งชื่อเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มโอกาสที่จะมีชื่อโดเมนสั้นลง และมีการสะกดเป็นที่น่าจดจำ ทำให้โดเมนทำงานตอบสนองผู้ใช้ได้ดีขึ้น และคงไว้ซึ่งคุณประโยชน์และความสามารถที่แท้จริงชื่อโดเมน

ข้อโต้แย้งต่อ IDN
การพัฒนาของเครื่องมือการค้นหา (Search Engine)
มีการกล่าวกันทั่วไปในผู้ที่สังเกตการณ์และผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบอินเตอร์ เน็ต ถึงการพัฒนาของ search engine ที่ทำให้ผู้ใช้พิมพ์คำค้นบน address bar ได้และส่งผลให้การเข้าสู่เว็บไซต์โดยตรงผ่านโดเมนลดความสำคัญลง

ความสับสนในการใช้
เนื่องจากหลายๆภาษาที่แม้โดยทั่วไปจะมีความแตกต่างในเรื่องของรูปแบบตัวอักษร การเรียบเรียง ความหมาย การอ่านออกเสียง แต่เมื่อมีการเปิดใช้หลายๆภาษาร่วมกันดังเช่นในปัจจุบัน บริษัทนายทะเบียนในนามบริษัท Verisign ก็รองรับการจดทะเบียนมากกว่า350 ภาษา ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดการร่วมกันบางประการในคุณสมบัติต่างๆของภาษาที่กล่าว ไป ซึ่งอาจนำไปสู่ความสับสนของผู้ใช้ และยังจะเป็นการเปิดช่องให้กับเหล่ามิจฉาชีพในการหาประโยชน์จากการสร้าง เว็บไซต์หลอกลวงขึ้นเป็นต้น
อย่างไรก็ตาม มีบริษัทจดทะเบียนหลายรายได้ออกนโยบายเพื่อแก้ความสับสนในกรณีนี้ เช่นในญี่ปุ่นและจีนมีปัญหาในเรื่องของการเขียนที่คล้ายคลึงกันในบางตัว อักษร ทำให้บริษัทจดทะเบียนในจีน ได้ออกนโยบายที่ทำให้ผู้จดที่แจ้งความประสงค์ในการจดเพียงชื่อเดียวแต่จะได้ รับชื่อโดเมนไปหลายชื่อตามจำนวนชื่อที่อาจสร้างความเข้าใจผิดได้( bulk registration) ในขณะที่บริษัทในญี่ปุ่นได้ออกนโยบายในกรณีนี้แบบจำกัดระงับชื่อที่อาจจะ คล้ายกับที่ได้มีการแจ้งจดมิให้ผู้ใดสามารถจดไปสร้างความสับสนได้ (block registration)

ความเสี่ยงในแง่ของเทคนิค
สืบเนื่องจากจุดร่วมที่อาจก่อให้เกิดความสับสนและความหลากหลายของรูปแบบตัว อักษร ทำให้การตัดสินเลือกวิธีการทางเทคนิคที่จะมารองรับเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน นี้ เพิ่มความยากลำบากมากขึ้น และอาจจะเกิดรอยรั่วขึ้นมาในระบบที่จะส่งผลเสียระยะยาวต่อระบบโดเมนเนมในกาล ข้างหน้าได้
พัฒนาการของ IDN
IDN : ตั้งแต่โดเมนระดับสองเป็นต้นไป
IDN ออกสู่สาธารณะในปี 2000 โดยเริ่มต้นพัฒนามาจากชื่อโดเมนส่วนซ้ายของดอทท้ายสุดก่อน หรือศัพท์อย่างเป็นทางการเรียกว่า โดเมนระดับสองเป็นต้นไป ในขณะที่ชื่อโดเมนดอทท้ายสุดจะเรียกว่า โดเมนระดับบนสุด ซึ่งได้แก่ .com .net เป็นต้น

เหตุที่ IDN พัฒนามาจากส่วนนั้นเนื่องด้วยโครงสร้างการดำเนินงานในระบบโดเมนเนม ที่ผู้ดำเนินการในแต่ละโดเมนระดับบนสุด มีอิสระในการบริหารจัดการชื่อโดเมนระดับถัดไปที่อยู่ภายใต้โดเมนระดับบนสุด ที่ตนเป็นเจ้าของ และเมื่อเริ่มมีการแสดงออกถึงความต้องการ ใช้ภาษาท้องถิ่นในการเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ตชัดเจนขึ้น บริษัทเวอริไซน์นายทะเบียนผู้ดูแลโดเมนเนมระดับบนสุดที่มีจำนวนจดทะเบียนมาก ทีสุดในโลก
ซึ่งได้แก่ .com และ .net ได้เริ่มเปิดให้จดทะเบียนชื่อโดเมนอักขระท้องถิ่นหรือ IDN ภายใต้โซนโดเมน .com และ .net โดยรองรับถึง 350 ภาษาในปี 2003 และปัจจุบันมีนายทะเบียนที่รับจดโดเมนอักขระท้องถิ่น IDN ประมาณ 47 รายทั่วโลก

IDN : โดเมนระดับบนสุด (TLD)
หลังจากนั้น ในปี 2007 ICANN ซึ่งเป็นองค์กรบริหารอินเตอร์เน็ตโลกได้เริ่มพิจารณาอย่างจริงจังที่จะขยาย IDN ไปสู่ส่วนที่เป็นโดเมนระดับบนสุด (TLD ; Top level Domain) ซึ่ง ICANN ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการดูแลและจัดสรร โดยในส่วนของ gTLD (โดเมนเนมระดับบนสุดหมวดทั่วไป เช่น .com .net .org) ยังอยู่ในขั้นพิจารณาและพูดคุยเพื่อหาข้อสรุปในกระบวนการ ขณะที่ในส่วนของ ccTLD (โดเมนระดับบนสุดหมวดรหัสประเทศ เช่น .th, .uk, .au) มีการจัดทำโครงการ IDN ccTLD Fast Track process (กระบวนเร่งรัดการนำใช้โดเมนเนมอักขระท้องถิ่นหมวดรหัสประเทศ) ออกมาอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งร่างแผนปฏิบัติเพื่อการนำใช้ (Draft Implementation Plan) และมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ดำเนินการ TLD ต่างๆ รวมทั้งส่วนภาครัฐและส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงแผนอย่างต่อเนื่อง
เริ่มครั้งแรกในวันที่ 15 ก.ค. 2008 และนำเข้าที่ประชุมทั่วไปของ ICANN ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ จากนั้นได้มีการพัฒนาแผนเรื่อยมา และมีการเผยแพร่ทางเว็บไซต์เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมทั่วไป ณ กรุงเม็กซิโก ในต้นเดือนมีนาคม 2009 เพื่อรับทราบความคิดเห็นอย่างเป็นทางการจาก ผู้ที่เกี่ยวข้อง และนำไปปรับปรุงแผนอีกครั้ง โดยมีกำหนดการสำหรับเผยแพร่แผนที่ได้รับการปรับปรุงตามความเห็นทั้งจากชุมชน ทางเทคนิค และชุมชนที่เกี่ยวข้องฉบับสุดท้ายที่ การประชุมทั่วไปครั้งสุดท้ายของปี 2009 เพื่อคาดหมายว่าจะเปิดใช้จริงไม่เกินไตรมาสแรกของปี 2010

IDN : โดเมนระดับบนสุดหมวดรหัสประเทศ (IDN ccTLD)
ปัจจุบัน มีผลตอบรับที่จะเข้าร่วมโครงการ IDN ccTLD Fast Track Process มาจากประเทศที่มีภาษาแตกต่างกันออกไปถึง 15 ภาษา
ประเทศกลุ่มอาหรับที่เข้าร่วมได้แก่ อียิปต์ อิหร่าน อาหรับเอมิเรตส์ ซีเรีย ลิเบีย อิสราเอล ซาอุดิอาระเบีย ตุรกี
ใน ขณะที่ฝั่งทวีปแอฟริกาก็มีโมนาโก ตูนีเซียอีกหนึ่งชาติอาหรับฝั่งแอฟริกาเหนือ โดยประเทศโมนาโกจากฝั่งแอฟริการะบุแผนการปล่อยช้าที่สุดโดยต้องการ 18 เดือนสำหรับเตรียมตัว
ในฝั่งเอเชีย ยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจ อย่างจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ที่เข้าร่วม ในขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็มีประเทศไทยที่เตรียมความพร้อมในการใช้ดอทไทย(.ไทย) ภาย 1 ปีหลังจากเมื่อ ICANN ให้ดำเนินการตามแผนปฎิบัติ นอกจากนั้นยังมีลาว ศรีลังกา มองโกเลีย และภูฏานเข้าร่วมด้วย
ทางฝั่งยุโรปก็มีสวีเดนและรัสเซียที่พร้อมแล้วในการปล่อย IDN
อย่างไรก็ดี ตามขั้นตอน แผนปฏิบัติเพื่อนำใช้ IDN ccTLD ของ ICANN องค์กรผู้ดำเนินการทางด้านโดเมนเนม ผู้ดำเนินการร้องขอเข้าร่วม จะต้องมีเอกสารสนับสนุนจากทางหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในประเทศนั้นๆด้วย ซึ่งในกลุ่มประเทศที่ตอบรับกลับมา มีเพียง 5 ประเทศที่มีคำตอบตกลงจากทั้งส่วนของผู้ดำเนินการ ccTLD และส่วนของภาครัฐที่เกี่ยวข้อง คือ บัลแกเรีย อียิปต์ รัสเซีย สวีเดน และตูนีเซีย
ในขณะที่ประเทศไทยมีเพียง มูลนิธิศูนย์สารสนเทศเครือข่ายไทย ซึ่งเป็นผู้ดูแลโดเมนหมวดรหัสประเทศของไทยที่ตอบรับไปโดยยังไม่มีคำตอบจาก ในส่วนของภาครัฐและระบุเวลาที่ต้องใช้ดำเนินการ 6-12 เดือน

ภาวะตลาดของ IDN
เนื่องจาก IDN ในส่วนของโดเมนระดับบนสุด ยังอยู่ในการพัฒนาแผนร่างนำใช้และรับฟังความคิดเห็น จากชุมชนอินเตอร์เน็ตที่เกี่ยวข้อง ในตลาดซื้อขายโดเมนเนมอักขระท้องถิ่น จึงยังจำกัดอยู่ส่วนของโดเมนตั้งแต่ระดับสองขึ้นไปเท่านั้น โดยในส่วนของบราวเซอร์ ที่รองรับ IDN ในปัจจุบัน ได้แก่ Firefox ตั้งแต่รุ่นที่ 1.0 ขึ้นไป, IE7, Opera และ Safari4
และแม้จะยังมีข้อจำกัดบางประการ ในตลาดซื้อขายโดเมนเนมอักขระท้องถิ่นก็ยังคึกคัก ตามข้อมูลจาก Sedo ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายโดเมน โดเมนอักขระท้องถิ่นบางตัวมีมูลค่าการซื้อขายสูงกว่า US $7000 และ ในขณะที่ Afternic ซึ่งเป็นตลาดประมูลและซื้อขายโดเมนเนมขนาดใหญ่เช่นกัน ก็มีโดเมนอักขระท้องถิ่นจำนวนหลายตัวมีที่มีมูลค่าการประมูลเกือบ US $1000 สะท้อนถึงความต้องการในโดเมนเนมลักษณะนี้เป็นอย่างดี
นอกจากโดเมนอักระท้องถิ่นในภาษาต่างๆแล้ว ยังมีโดเมนในรูปแบบที่เป็นสัญลักษณ์สำหรับซื้อขายด้วย เช่น www..com เป็นเครื่องหมายแสดงถึงการแบ่งส่วนซึ่งมีใช้ในบางประเทศปิดประมูลไปด้วยมูลค่าถึง US $7282
อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายงานผลสำรวจว่า ผู้ที่ซื้อโดเมนอักขระท้องถิ่นไปในราคาสูงนั้น สามารถแปลงให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เท่าไหร่ และมีศักยภาพในการช่วยให้เว็บไซต์ทำประโยชน์ในแง่เศรษฐกิจมากขนาดไหน
แต่จากภาวะตลาดซื้อขาย IDN ในปัจจุบันที่มีความเคลื่อนไหวในทางบวก จึงมีความเป็นไปได้ว่าความต้องการ IDN จะสูงขึ้นอีกมากในอนาคตจากการขยาย IDN ไปสู่ระดับ TLD ด้วย ซึ่งจะทำให้ความสะดวกในการใช้โดเมนอักขระท้องถิ่น มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นเนื่องจากทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องเปลี่ยนภาษาบนแป้นพิมพ์ หลายครั้ง

DNSSEC จับชื่อเว็บไซต์ใส่รหัสลับ

ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะเพิ่มความปลอดภัยเว็บไซต์อีกระดับ ป้องกันมือที่สามหลอกลวงลูกค้าของคุณ การเจาะระบบโดเมนเนมอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้ และยังเกิดขึ้นเป็นระยะๆดังที่ สถานการณ์ล่าสุดที่ Brazil Bank ต้องเผชิญ
DNSSEC ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีจุดหมายปลายทางในการสร้างหลักประกันความปลอดภัยในการเข้า เว็บไซต์ที่ถูกต้องของ ผู้ใช้ปลายทาง (end user) เป็นโครงการที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 1997 โดยเป็นระบบตรวจสอบภายใน ของระบบโดเมนที่เข้ามาอุดรูรั่วของระบบโดยการจับชื่อโดเมนในส่วนของ zone file ใส่รหัสลับ (private key) เอาไว้ และจะถูกไขออกได้โดย public key ที่เป็นคู่กุญแจ ซึ่งเป็นภาระการดำเนินการของเหล่า registry ซึ่งเป็นผู้ดูแลฐานข้อมูลโดเมนแต่ละดอท .th เป็นโดเมนระดับบนสุดหมวดรหัสประเทศ (ccTLD) ตัวแรกในเอเชียที่มีการปฏิบัติการลงใช้ (implement) DNSSEC หลังจาก .se แห่งสวีเดนนำร่องการใช้ DNSSEC กับกลุ่ม ccTLD เป็นตัวแรกของโลกในปี 2007 ในขณะที่ .org เป็นโดเมนระดับบนสุดหมวดทั่วไปตัวแรกที่เริ่มดำเนินการ
Registrant (ผู้จดทะเบียนชื่อโดเมน) ภายใต้ .th สามารถแจ้งความประสงค์ขอนำชื่อโดเมนเข้ารับบริการ DNSSEC และ ISP สามารถสอบถามบริการเพื่อรับ public key ได้ที่ THNIC

DNSSEC : Domain Name System Security Extensions
DNSSEC มีเป้าหมายเพื่อป้องกันผู้ใช้ (end user) จากการเข้าถึงปลายทางข้อมูลที่ถูกบิดเบือนผ่านระบบโดเมนเนม
DNSSEC คือการเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ระบบโดเมนเนม ซึ่งทั่วไปแล้วมีความเสี่ยงจากการที่อาจถูกนักเทคนิคผู้ไม่ประสงค์ดีลอบแทรก แซง Name resolution ซึ่งเป็นกระบวนการถามตอบ (client-server) ระหว่าง Name server เพื่อสืบค้นชื่อโดเมนในระบบ (Domain space) ผ่านทางการทำงานของตัว Resolver อันเป็นโปรแกรมตัวสำคัญที่ทำหน้าที่ ประสานการติดต่อระหว่าง Name server ตัวหนึ่งกับ Name server ตัวอื่นๆภายในระบบโดเมน ทำให้ Resolver ได้รับคำตอบของที่อยู่ปลายทางที่บิดเบือนอันนำไปสู่การแสดงผลที่ช้าลง หรือเข้าเว็บไซต์อื่นที่ผู้แทรกแซงเตรียมไว้ ที่ในท้ายที่สุดอาจสร้างความเสียหายแก่ผู้ใช้ได้ในหลายรูปแบบ
DNSSEC ทำงานอย่างไร DNSSEC จัดให้มีกระบวนการตรวจสอบคำตอบที่ Resolver ได้รับ ว่ามาจาก Name server ที่เป็นปลายทางตัวจริงหรือไม่ จากเดิมที่ Resolver จะรับหมายเลขระบุที่อยู่ของข้อมูล (หมายเลข IP ) จาก Name Server ผู้ตอบ(authoritative name server) มาโดยไม่เฉลียวใจใดๆ
กระบวนการตรวจสอบนี้ดำเนินไปโดยใช้ระบบคู่กุญแจแบบ asymmetric key ที่ประกอบไปด้วย private key และ public key
โดเมนภายใต้บริการ DNSSEC จะถูกใส่รหัสลับด้วย private key จากทาง Registry ที่ดูแลฐานข้อมูลของโดเมนนั้นๆที่เข้ารหัส zone ข้อมูลโดเมนภายใต้ดอทที่ Registry นั้นๆดูแลอยู่ และจะแจกจ่าย public key สำหรับการเข้าถึงโดเมนภายในโซนที่ได้รับการเข้ารหัสอีกที
Resolver ที่เป็น DNSSEC-awear จะมี public key สำหรับตรวจสอบความถูกต้องของโดเมนปลายทางที่มีการใช้บริการ DNSSEC ด้วยการเข้าคู่กับ private key
การให้บริการ DNSSEC ในประเทศไทย .th เป็นโดเมนระดับบนสุดตัวแรกในเอเชียที่มีการปฏิบัติการลงใช้ (implement) DNSSEC
Registrant (ผู้จดทะเบียนชื่อโดเมน) ภายใต้ .th สามารถแจ้งความประสงค์ขอนำชื่อโดเมนเข้ารับบริการ DNSSEC และ ISP สามารถสอบถามบริการเพื่อรับ Public key ได้ที่ THNIC

DUMBO เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายเพื่อบรรเทาสาธารณภัย

D : Digital
U : Ubiquitious (ซึ่งมีอยู่ทุกหนแห่ง)
M : Mobile (เคลื่อนที่)
B : Broadband (เทคโนโลยีการส่งข้อมูลความเร็วสูง ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต)
O : OLSR
Digital Ubiquitous Mobile Broadband OLSR หรือ DUMBO คือ เทคโนโลยีเครือข่ายฉุกเฉินเคลื่อนที่
(open source) ที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยสัญญาณจากโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม และอาศัยเพียงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขนาดพกพาหรือ PDA ทั่วไปในการสร้างเครือข่ายสัญญาณฉุกเฉินแบบ DUMBO ใช้ในหลังเหตุภัยพิบัติ ที่สถานที่มักอยู่ในสภาพที่โครงสร้างพื้นฐานของเสาสัญญาณโทรคมนาคมแบบอยู่กับที่ต่างๆใช้งานไม่ได้และถูกทำลาย
ในภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่มีความเสียหายมาก หลายครั้งรัฐบาลต้องใช้เวลามากกว่า 6 เดือนในการกู้เสาสัญญาณสื่อสารต่างๆกลับคืนมา ในช่วงระหว่างนั้นเครื่องมือสื่อสารระหว่างอาสาสมัครกู้ภัยที่ต้องอาศัยการทำงานเป็นทีมเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ปัจจุบัน นอกจาก walkie talkie วิทยุสื่อสารคลื่นสั้นแล้ว การเข้ามาของเครือข่ายฉุกเฉินเคลื่อนที่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ DUMBO ที่อาศัยคอมพิวเตอร์พกพา หรือ PDA ทำให้เกิดผลพลอยได้ของการใช้ application เพื่อการสื่อสารเชิง Multimedia ที่อาจมีได้ในเครื่องมือเหล่านี้เช่นกัน ตั้งแต่ Messenger WEBCAM Voip หรือการส่งสื่อ Multimedia ต่างๆระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์รวมทั้งการ ถ่ายทดสด นั้นอาจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอาสาสมัครในช่วงเวลาชะงักงันของสัญญาณสื่อสารปกติ
DUMBO อาศัยการทำงานส่วนหนึ่งแบบ เครือข่ายแบบเฉพาะกิจฉุกเฉิน MANET (mobile ad hoc network) ซึ่งสามารถทำให้คอมพิวเตอร์พกพาหลายๆเครื่องในพื้นที่สามารถเชื่อมโยงกันได้จนเกิดเป็นเครือข่ายส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์พกพาเหล่านั้น ด้วยอาศัยการทำงานส่วนหนึ่งแบบ MANET นี้ เครือข่าย DUMBO จึงสามารถขยายเครือข่ายการสื่อสารไร้ขีดจำกัดเพื่อเจาะลึกเข้าไปในพื้นที่ต่างๆ ได้ง่ายจากการเชื่อมต่อเครื่องสู่เครื่องซึ่งnode เคลื่อนที่ต่างๆโดยในที่นี้อาจเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาหรือ PDA ที่อยู่ในรัศมีเครือข่ายฉุกเฉิน ซึ่งทำให้เครือข่าย DUMBO ยังสมารถอำนวยให้เกิดการนำนวัตกรรมต่างๆที่อยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ในสภาพไร้เสาสัญญาณเชื่อมต่อ เช่น voice over ip (VoIP) ซึ่งเป็นการใช้โทรศัพท์ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์,การส่งข้อความทาง SMS หรือ การส่ง streaming video เป็นต้น
อีกส่วนสำคัญของเครือข่าย DUMBO คือการผสมผสานการความสามารถในการเชื่อมต่อกับเทคโนโลยี
ดาวเทียมด้วยเครือข่าย OLSR Network (Optimized Link State Routing) Dumbo จึงช่วยให้ข้อมูล
ภายในเครือข่าย MANET ในบริเวณจุดเกิดเหตุ เชื่อมต่อออกไปยังโลก Internet ซึ่งเป็นเครือข่ายข้อมูล
ข่าวสารออนไลน์หลักของโลก หรือเชื่อมไปยังพื้นที่เกิดเหตุที่ห่างไกลออกไปมากๆได้

และด้วยการผสมผสานความสามารถในการเชื่อมต่อดาวเทียมเข้ามานี้ ภาพเคลื่อนไหวที่ได้จากแต่ละ node ที่เชื่อมตรงไปยังห้องประสานงานกลางเพื่อถ่ายทอดสดไปยัง node ทั้งหมดในเครือข่ายได้เช่นกัน
นับว่า DUMBO เป็นเครือข่ายไร้สายที่ช่วยผสมผสานนวัตกรรมทางเทคโนโลยีต่างๆ ที่มีอยู่ในระบบอินเตอร์เน็ตและในคอมพิวเตอร์แบบพกพา กับระบบดาวเทียมที่ช่วยให้เกิดความสามารถในการสื่อสารอย่างเป็นเครือข่ายและเชื่อมต่ออกไปยังโลกภายนอกได้โดยไม่ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม โดยมีจุดเด่นของเทคโนโลยีเครือข่ายนี้ อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงเครื่องคอมพิวเตอร์ธรรมดาเช่นเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา และ PDA ไปเป็นเครื่องมือเครือข่ายที่ปราศจากการใช้ฮาร์ดแวร์ที่พิเศษ
ดังนั้น หากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้นแล้วต้องการระบบเครือข่ายเข้าไปให้ความช่วยเหลือ ผู้ใดที่มีคอมพิวเตอร์ที่มีการติดตั้งซอฟแวร์ OLSR แบบธรรมดาก็สามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย DUMBO ได้เลยทันทีื ด้วยขีดความสามารถของ DUMBO กล่าวได้ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ เทคโนโลยีเครือข่าย DUMBO อาจจะช่วยปฏิวัติลักษณะการทำงานของการจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ให้มีการก้าวกระโดดเชิงประสิทธิภาพก็เป็นได้โดยโครงการ DUMBO นี้มี ศาสตร์จารย์ ดร.กาญจนา กาญจนสุต ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการ อินเตอร์เน็ตเพื่อการศึกษาและงานวิจัย (InterLab, AIT) เป็นหัวหน้าโครงการ ร่วมมือกับนักวิจัยอีกหลายๆกลุ่ม จาก INRIA (ฝรั่งเศส) และ WIDE project (ญี่ปุ่น) ส่วนพันธมิตรทางด้านเทคนิคอื่นๆ ได้แก่ Telecoms Sans Frontieres (ฝรั่งเศส) LivE project (ญี่ปุ่น) I2R (สิงคโปร์) ทั้งนี้โครงการดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนร่วมจาก STIC -ASIE project, INRIA, Regional French Cooperation (ฝรั่งเศส), Asia Broadband (ญี่ปุ่น) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร บริษัท ซินแซทเทลไลท์ และ APAN-TH (ประเทศไทย)

ปัจจุบัน DUMBO พร้อมแล้วสำหรับการรองรับเหตุฉุกเฉินต่างๆ หากมีการร้อง ขอหรือเปิดโอกาสเข้าไปให้ความช่วยเหลือเหตุการณ์นั้นๆ

IPv4 สู่ IPv6

ปัจจุบันนี้อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเรามากยิ่งขึ้นและมีเทคโนโลยีต่างๆมากมายที่จะต้องใช้อินเทอร์เน็ตในการเชื่อมต่อถึงกัน ดังในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือก็มีอินเทอร์เน็ตเป็นส่วนประกอบหนึ่งรวมไปถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ดังนั้นระบบอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันที่ใช้ IP Address ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด ทำให้จะต้องมีการพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ตโดยการขยาย IP Address ให้เพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับการทำงานในโลกอนาคตที่มีอย่างไม่จำกัด ซึ่งอินเทอร์เน็ต ที่ถูกพัฒนาขึ้นนี้จะก่อให้ประโยชน์ได้อย่างมหาศาลและช่วยอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตในทุกๆด้านรวมไปถึงการศึกษาและด้านธุรกิจ
ความหมายของ IP Address IP Address ที่ใช้นั้นประกอบด้วยเลข 4 ชุด (หรือ 4 Bytes) แต่ละชุดจะแยกกันด้วยเครื่องหมาย “.” และแต่ละชุดจะเป็นตัวเลขได้ตั้งแต่ 0 – 255 (มาจาก 28-1) ดังตัวอย่าง 66.218.71.86 เป็นต้น มีด้วยกัน 5 Classes ได้แก่ Class A, B, C, D,และ E แต่ที่ใช้อยู่ในระบบเพียง 4 Classes โดย Class D นำมาใช้งานด้าน Multicast Application ส่งแพ็กเก็ตข้อมูลกระจายให้กลุ่มคอมพิวเตอร์ได้แก่งาน Tele-conference งานถ่ายทอด TV/Video บนระบบ IP Network เป็นต้น และสำหรับ Class E ไม่มีการใช้จริง
การขยาย IP จาก IPv4 เป็น IPv6 กลไกสำคัญในการทำงานของอินเทอร์เน็ต คือ อินเทอร์เน็ตโพรโตคอล ส่วนประกอบสำคัญของอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลคือ IP address ที่ใช้ในการอ้างอิงเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆบนอินเทอร์เน็ตทั่วโลก เปรียบเสมือนการใช้งานโทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารกันจะต้องมีเลขหมายเบอร์โทรศัพท์เพื่อให้อ้างอิงผู้รับสายได้ คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในอินเทอร์เน็ตก็ต้องมีหมายเลข IP Address ที่ไม่ซ้ำกับใครหมายเลข IP address ที่เราใช้กันทุกวันนี้ คือ Internet Protocol version 4 (IPv4) ซึ่งเราใช้เป็นมาตรฐานในการส่งข้อมูลในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตตั้งแต่ปี ค.ศ. 1981 ทั้งนี้การขยายตัวของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในช่วงที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว
นักวิจัยเริ่มพบว่าจำนวนหมายเลข IP address ของ IPv4 กำลังจะถูกใช้หมดไป ไม่เพียงพอกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตในอนาคตและหากเกิดขึ้นก็หมายความว่าเราจะไม่สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้น จึงได้พัฒนาอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลรุ่นใหม่ขึ้น คือ รุ่นที่หก (Internet Protocol version 6; IPv6) เพื่อทดแทนอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลรุ่นเดิม โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของตัวโพรโตคอล ให้รองรับหมายเลขแอดเดรสจำนวนมาก และปรับปรุงคุณลักษณะอื่นๆ อีกหลายประการ ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพและความปลอดภัยรองรับระบบแอพพลิเคชั่น (application) ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผล แพ็กเก็ต (packet) ให้ดีขึ้น ทำให้สามารถตอบสนองต่อการขยายตัวและความต้องการใช้งานเทคโนโลยีบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในอนาคตได้เป็นอย่างดี
Internet Protocol version 6 (IPv6) บางครั้งเรียกว่า Next Generation Internet Protocol หรือ IPng ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ดีในเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น Gigabit Ethernet, OC-12, ATMและในขณะเดียวกันก็ยังคงสามารถทำงานในเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพต่ำได้เช่น wireless network นอกจากนี้ยังได้มีการจัดเตรียมแพลตฟอร์มสำหรับฟังก์ชันใหม่ๆ ของอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นที่ต้องการในอนาคตอันใกล้ไว้ด้วย ความแตกต่างระหว่าง IPv6 และ IPv4 มีอยู่ 5 ส่วนใหญ่ๆคือ การกำหนดหมายเลขและการเลือกเส้นทาง (Addressing & Routing) ความปลอดภัย อุปกรณ์แปลแอดเดรส (Network Address Translator : NAT) การลดภาระในการจัดการ ของผู้ดูแลระบบ และการรองรับการใช้งานในอุปกรณ์พกพา (Mobile Devices)

VPN หรือ Virtual Private Network

เครือข่ายเสมือนส่วนตัว ที่ทำงานโดยใช้ โครงสร้างของ เครือข่ายสาธารณะ Internet ที่มีการติดตั้งอยู่อย่างแพร่หลายเข้ามาสร้างระบบเน็ตเวิร์คจำลอง

โดยมีการสร้างอุโมงค์ข้อมูล (Tunnel) เชื่อมต่อกันระหว่างต้นทางกับปลายทาง ทำให้เสมือนว่าเป็นระบบเน็ตเวิร์คเดียวกัน สามารถส่งข้อมูลต่างๆที่ระบบเน็ตเวิร์คทำได้ โดยข้อมูลที่ส่งนั้นจะถูกส่งผ่านไปในอุโมงค์ข้อมูล การทำงานของ vpn ที่มีการการเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูล และส่งข้อมูลผ่าน หรือการสร้างอุโมงค์เสมือน (Tunnel) ที่สร้างไว้ ทำให้โอกาสที่ข้อมูลภายในของบริษัทจะตก อยู่ในมือผู้ไม่พึงประสงค์ในระหว่างที่ข้อมูลเดินทางจากต้นทางไปยังปลายทางนั้นมีน้อย

VPN มีที่มาจากการที่บริษัทต้องการเชื่อมเครือข่ายของแต่ละสาขา สำนักงาน เข้าด้วยกัน ด้วย leased line หรือ Frame Relay ซึ่งมีราคาแพง เมื่อเกิดการใช้งาน Internet เติบโตขึ้นไปพร้อมกับเทคโนโลยีอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จึงการแทนที่ leased line ด้วย Internet ที่ทำให้การเชื่อมต่อมีต้นทุนต่ำลง ซึ่งเรียกการเชื่อมต่อภายในของแต่ละบริษัทผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตว่า Virtual Private Network (VPN)

การที่ VPN ใช้ Internet ในการเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายข้อมูลทำให้ขยายความสามารถในการเข้าถึงเครือข่ายภายในออกไป โดยคนในองคืกรสามารถ สามารถเข้าถึง เครือข่าย VPN ของตนได้จากทุกมุมโลก อาศัยการเชื่อมต่อจากเข้ากับ ผู้ให้บริการ Internet ท้องถิ่นซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั่วไป จึงทำให้ลด ค่าใช้จ่าย ในการติดต่อสื่อสาร และสร้างความคล่องตัวในการติดต่อรับส่งข้อมูลระหว่างสาขา

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การเช่า leased line จะทำให้เชื่อมต่อเพื่อส่งข้อมูลภายในระหว่างกันมีประสิทธิภาพสูง มีเพราะจะทำการเชื่อมต่อระบบเน็ตเวิร์คของเราด้วยการใช้สายสัญญาณตรงสู่ปลายทาง ทำให้มีความปลอดภัยอย่างมากเนื่องจากไม่ต้องมีการใช้สื่อกลางร่วมกับผู้อื่น และมีความเร็วคงที่ ในขณะที่ VPN จะขึ้นต่อความเร็ว และคุณภาพอื่นๆในการส่ง ของโครงข่ายสาธารณะ Internet แต่การเช่าสาสัญญาณ leased line มี ค่าใช้จ่ายในการใช้บริการนั้นสูงมาก เมื่อเทียบกับความเร็วที่ได้รับ ซึ่งเป็นอุปสรรคทำให้บริษัทขนาดเล็กไม่สามารถเข้าถึงบริการลักษณะนี้ได้

ดังนั้น การมาถึงของเทคโนโลยี VPN จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เนื่องจากได้ใช้สื่อกลางคือ Internet ที่มีการติดตั้งอยู่อย่างแพร่หลายเข้ามาสร้างระบบเน็ตเวิร์คจำลอง โดยมีการสร้างอุโมงค์ข้อมูล (Tunnel) เชื่อมต่อกันระหว่างต้นทางกับปลายทาง ทำให้เสมือนว่าเป็นระบบเน็ตเวิร์คเดียวกัน สามารถส่งข้อมูลต่างๆที่ระบบเน็ตเวิร์คทำได้ โดยข้อมูลที่ส่งนั้นจะถูกส่งผ่านไปในอุโมงค์ข้อมูล ทำให้มีความปลอดภัยสูง ใกล้เคียงกับ leased line แต่ค่าใช้จ่าในการทำ VPN นั้นต่ำกว่าการเช่าสายสัญาณ leased line มาก